returnnext
แบบจำลองเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม
 

1. ทรัพยากรที่เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัว (Privately Owned Resources)

             แนวคิดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสิค (Neoclassical theory) ได้มีการกำหนดถึงประเด็นของสิ่งแวดล้อมว่า อะไรคือเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการจัดการทรัพยากรธรรมรชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพและอะไรคือเงื่อนไขสำหรับการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือที่เรียกว่า ระบบตลาดที่ล้มเหลว (Market failures)

 
 

    ภาพที่ 1
การจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

ดัดแปลงจาก : Michael P.Todaro "Economic Development" ภาพที่ 11.1 หน้า 420,2000

           ในการผลิตนั้น จุดเหมาะสมของผลผลิตทางการตลาด จะถูกกำหนดโดยจุดสูงสุดของผลประโยชน์สุทธิ (Total net benefits) ที่เกิดขึ้นจากการใช้ทรัพยากร ซึ่งก็คือส่วนแตกต่างของผลประโยชน์ทั้งหมด (Total benefits) จากการใช้ทรัพยากรกับต้นทุนทั้งหมดของผู้ผลิต (Total costs) ในภาพที่ 1 ผลประโยชน์ทั้งหมดสุทธิที่สูงสุด จะถูกกำหนดที่ต้นทุนส่วนเพิ่ม (Marginal cost) ของผู้ผลิตเท่ากับประโยชน์ส่วนเพิ่ม (Marginal benefit) ของผู้บริโภค ซึ่งก็คือจุด Q* หรือจุดตัดระหว่างความต้องการซื้อ (Demand) กับความต้องการขาย (Supply) นั่นเอง ซึ่งในระบบตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Perfectly competitive market) มือที่มองไม่เห็น (Invisible hand) จะเป็นตัวกำหนดจุด Q* ให้เป็นจุดเหมาะสมของการผลิตในที่สุด

            เส้นต้นทุนส่วนเพิ่ม (MC) ในภาพที่ 1 เป็นเส้นที่มีความชันเป็นบวก เพราะในการใช้ทรัพยากรที่เพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดต้นทุนที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจากความหายากมากขึ้นของทรัพยากร (More scarce) เป็นผลให้ส่วนเกินของผู้ผลิต (Producer surplus) หรือ กำไร ถูกเรียกว่า ค่าเช่าของความหายากของทรัพยากร (a scarcity rent) ในภาพพื้นที่ aPb แสดงถึงส่วนเกินของผู้ผลิต และพื้นที่ DPb แสดงถึงส่วนเกินของผู้บริโภค (Consumer surplus) ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะได้พื้นที่ Dab ซึ่งก็คือ ผลประโยชน์สุทธิสูงสุด นั่นเอง

 

   
ภาพที่ 2
การจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม
ในแต่ละช่วงเวลา

ดัดแปลงจาก : Michael P.Todaro "Economic Development" ภาพที่ 11.2 หน้า 421, 2000

             

               ถ้าทรัพยากรธรรมชาตินั้นมีความหายากและสามารถจะจัดสรรปันส่วนในการใช้ได้ในแต่ละช่วงเวลา ดังนั้น ค่าเช่าของความหายากของทรัพยากรนั้น (Scarcity rent) อาจจะเพิ่มขึ้นได้ ถึงแม้ว่า ต้นทุนส่วนเพิ่ม (Marginal cost) จะมีค่าคงที่ ดังภาพที่ 2 สมมติให้ เจ้าของทรัพยากรนั้นมีทรัพยากรที่หายากในปริมาณที่จำกัดอยู่ 75 หน่วย และเขาก็สามารถจะจัดสรรหรือแบ่งการขายทรัพยากรนี้ไว้สำหรับการขายในอนาคตได้ เพื่อที่เขาจะสามารถกำหนดราคาขายทรัพยากรในวันนี้ให้สูงขึ้นได้ โดยราคาของทรัพยากรที่สามารถจัดสรรได้ในแต่ละช่วงเวลานี้จะเท่ากับมูลค่าปัจจุบันของประโยชน์ส่วนเพิ่มสุทธิ (Marginal net benefit) ของทรัพยากรหน่วยสุดท้ายที่ถูกบริโภคหรือใช้ไปในของแต่ละช่วงเวลา ดังนั้น ผู้บริโภคจะมีความแตกต่างระหว่างการบริโภคทรัพยากรในแต่ละช่วงเวลาของวันนี้หรือในอนาคต

             

             ในภาพที่ 2 สมมติให้เจ้าของทรัพยากรมีทรัพยากรทั้งสิ้น 75 หน่วย และเขาพอใจที่กำหนดจะขายทรัพยากรนี้เพียง 50 หน่วย โดยราคาตลาดของทรัพยากรหายากนี้จะเท่ากับ Ps ดังนั้นค่าเช่าของความหายาก (The scarcity rent) จะเท่ากับ PsabP หรือส่วนพื้นที่แรเงาที่อยู่ระหว่างราคาและต้นทุนส่วนเพิ่ม (Marginal cost) จะเห็นได้ว่า เจ้าของทรัพยากรสามารถที่จะสะสมค่าเช่าเหล่านั้นได้โดยการจัดสรรทรัพยากรในแต่ละช่วงเวลานั่นเอง และในกรณีที่ไม่มีค่าเช่านั้น ก็หมายความว่า ทรัพยากรนั้นได้ถูกขายไปทั้งหมด ณ P = MC หรือ ทรัพยากรเท่ากับ 75 หน่วย ได้ถูกบริโภคทั้งหมด ณ เวลาหนึ่ง และไม่มีค่าเช่าที่จะถูกสะสมเลย